“บล็อกเกอร์” ผู้มีอิทธิพลทางการตลาดบนโลกโซเซียล

จากผลวิจัยการตลาดเรื่อง “อิทธิพลของ Beauty Influencers ที่มีต่อพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอาง” ของนิสิตสาขาการตลาด คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า 56% ของผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของคนเจนวาย คือ เหล่ากูรู เว็บบอร์ด และบล็อกเกอร์ในอินเทอร์เน็ต รองลงมา คือ เพื่อน หรือคนรู้จัก ส่วนแบรนด์สินค้ากลับอยู่ในอันดับ “รั้งท้าย”

ขณะที่ข้อมูลหรือการรีวิวของ Online Influencer จะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของกลุ่มเจนวายสูงถึง 88%

ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น ?

คนยุคปัจจุบันมีชีวิตผูกติดกับอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ การดำรงชีวิตส่วนใหญ่ “พึ่งพา” โลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ขณะที่บล็อกเกอร์ หลายคนเห็นว่า น่าเชื่อถือกว่าแบรนด์โฆษณาขายของเอง เพราะเชี่ยวชาญและรู้จริง มี ประสบการณ์การใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ จริง สามารถให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเหล่าผู้ติดตามได้

“โซเชียลมีเดีย” ดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

แบรนด์ต่างๆ เริ่มสนใจ Social Media Influencer ส่วนหนึ่งเพราะ นี่เป็นช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ “ตรง ชัด และ ทรงพลัง” มากช่องทางอื่น เทรนด์นี้ยังคงเติบโต และตอนนี้พฤติกรรมการใช้จ่ายของแบรนด์ต่างๆ รวมถึงผู้บริโภค ต่างหันมาทางดิจิทัลมากขึ้น จะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่ Influencer Marketing เติบโตขึ้นสูงมาก ขณะที่ “งบประมาณ” ด้านการตลาดที่ใช้ เป็นที่ทราบดีว่า “ถูกกว่า” สื่อดั้งเดิม และการตลาดรูปแบบเดิม

โดยค่าใช้จ่ายที่เจ้าของสินค้า จะเสียให้กับช่องทางนี้ มีทั้งแบบ “ฟรี” คือ ประเภท ส่งสินค้าไปให้ทดลองใช้ฟรี เชิญมาชิมฟรี พักฟรี เหล่านี้ เป็นต้น โดยแลกกับการที่บล็อกเกอร์จะนำสินค้าหรือร้านของเราไปรีวิวให้

กับแบบที่สอง คือ “เสียเงิน” เช่น เชิญบล็อกเกอร์ให้ร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่าง การทำเวิร์คช้อป ค่าจ้างจากการให้รีวิวสินค้า และค่าแบนเนอร์โฆษณา ที่ฝากไว้ในหน้าเว็บบล็อกต่างๆ

สำหรับสินค้าที่เหมาะกับการโฆษณาผ่านบล็อกเกอร์ ที่มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ กลุ่มแฟชั่น อย่างเสื้อผ้าแฟชั่น หรือร้านที่อยู่ในกระแส โดยสินค้า ควรมีเอกลักษณ์ที่เด่นชัด และแตกต่าง

รองลงมาคือ กลุ่มบิวตี้ และสกินแคร์ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มบล็อกเกอร์ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นสายบิวตี้มากที่สุด ขณะที่ตลาดสินค้าความงามก็ยังคงเติบโตและขยายตัวสูงมากในช่วงที่ผ่านมา และกลุ่ม gadget กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า

เทรนด์ที่ไม่มีวันตาย” ของ Social Media Influencer

Social Media Influencer และ Influencer Marketing ยังเป็นเทรนด์ตลาด ทรงพลัง อีกนานเท่ากับยุคของ Social Media หากตอนนี้เขามีความสามารถที่จะทำให้เรื่องราวที่เขียนขึ้น มีผู้รับฟัง มีพลัง และมีกลุ่มเป้าหมาย มากขึ้น ถามว่า เขาจะล้มเลิกง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ นี่จะเป็นวิวัฒนาการต่อไป โดยอาจมีการเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง แต่อย่างไรอิทธิพลของบล็อกเกอร์ก็ยังคงอยู่ไม่มีวันตาย

สำหรับแบรนด์

ผู้บริโภคยุคใหม่ “ฉลาดพอ” ที่แยกออกว่า อันไหนคือ “โฆษณา” อันไหนคือ “ความจริง” ดังนั้นเวลาจะตัดสินใจซื้อสินค้า เขาไม่ได้หาข้อมูลจากแหล่งเดียว แต่จะใช้ข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ก่อนตัดสินใจในตัวสินค้า พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่เป็น “Prosumer” (proactive consumer) คือ ผู้บริโภคที่หาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ ไม่เชื่อในโฆษณา เลยต้องค้นหาข้อมูลของบล็อกเกอร์เกิดขึ้น หากผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น พึ่งพาตัวเองในการหาข้อมูลมากขึ้น และสามารถพิจารณาสินค้าเองได้

ขณะที่แบรนด์สินค้าต้องเลือกใช้บล็อกเกอร์ที่มีอิทธิพลกับกลุ่มเป้าหมาย คือ เลือกให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด สำคัญกว่านั้น คือ ต้องเข้าใจว่า เราใช้บล็อกเกอร์เพื่อทำให้คนรู้จักแบรนด์ในมุมมองของบล็อกเกอร์ แล้วบล็อกเกอร์แบบไหนที่จะเข้าตาแบรนด์สินค้า คำตอบ คือ มีศักยภาพ มีความสามารถ เขียนเป็น ทำวีดิโอได้ มียอดผู้ติดตามระดับหนึ่ง และเป็นผู้ติดตามที่มีความน่าเชื่อถือด้วย

ผู้ที่อยากเป็นอาชีพบล็อกเกอร์

ในอดีตบล็อกเกอร์อาจไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลัก บางคนเลยทำงานประจำขณะที่ทำบล็อกเป็นรายได้เสริม ปัจจุบัน เมื่อเจ้าของสินค้าเริ่มเห็นศักยภาพ และแบ่งงบประมาณมาทำการตลาดช่องทางนี้มากขึ้น ก็ทำให้บล็อกเกอร์มีรายได้มากขึ้น ถึงขนาดที่บางคนลาออกมาเป็น “บล็อกเกอร์อาชีพ” เลยก็มี ซึ่งเริ่มเห็นเทรนด์นี้มากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา บางคนที่มีชื่อเสียงมากๆ ก็คิดว่า น่าจะถึง หลักแสนบาท ต่อเดือน ซึ่งส่วนมากอยู่ในกลุ่มบิวตี้

คนที่ไม่รู้จักอาชีพนี้ ก็คิดแค่ว่า ดีนะ ได้กินฟรี พักฟรี ได้ใช้ของฟรี ซึ่งก็ไม่ใช่จะถูกเสียทุกอย่าง เพราะก่อนที่เราจะได้ทุกอย่างมานั้น ก็ต้องเริ่มจากทำอะไรให้กับวงการ และ สังคมก่อน ต้องตอบแทนคนที่ติดตามเรา และต้องสร้างความรู้จักขึ้นมา โดยอย่าหวังแค่ว่า จะเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์

สำหรับคนที่อยากเป็นบล็อกเกอร์ ต้องรักในการเขียน ต้องขยัน มีความตั้งใจ และรับผิดชอบ ต้องทำงานให้ดีและตรงเวลาอยากให้ทำด้วยใจ เพราะถ้าเราเริ่มด้วยความคิดที่อยากจะหาเงิน เราจะเบื่อ และเลิกไปในที่สุด แต่ถ้าเริ่มจากใจที่อยากเขียน อยากแชร์ จะทำให้เราอยู่กับงานนี้ได้นาน

สำหรับบล็อกเกอร์หน้าใหม่ ไม่ได้มีทางลัด แต่อิทธิพลของทุกๆ คน มาด้วยเวลา และการพิสูจน์ตัวเอง คุณต้องมีความสม่ำเสมอ ใช้เวลาในการที่จะให้มีคนติดตาม และต้องจริงใจกับคนที่ติดตามด้วย โดยไม่ควรพยายามสร้างภาพจนเกินไป ถ้าไม่ใช่ตัวเรา ที่สำคัญขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง และทำคอนเทนท์ที่มีประโยชน์

บล็อกเกอร์ที่จะสำเร็จหรือล้มเหลวในวิชาชีพ ก็ขึ้นกับ “ผลงาน” ของแต่ละคน ถ้าเป็นผลงานมีประโยชน์ ผู้คนยอมรับ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง ก็ถือว่า บล็อกเกอร์คนนั้น ทำหน้าที่ตัวเองได้สมบูรณ์แล้ว ซึ่งรายได้ที่เกิดจากการว่าจ้างให้ทำงาน ถือเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่สิ่งที่บล็อกเกอร์เขียนหรือนำเสนอออกไป อยู่บนพื้นฐานของ “ความจริง” ส่วนสิ่งซึ่งจะทำให้บล็อกเกอร์อยู่ในอาชีพนี้ได้นาน ก็คือ การรักษาไว้ซึ่ง “ความน่าเชื่อถือ” เพื่อที่จะเป็นบล็อกเกอร์พันธุ์ใหม่ ที่ไม่ใช่แค่แจ้งเกิดได้ แต่ยังอยู่ในอาชีพนี้ได้อย่างน่าภาคภูมิด้วย

Total views: